ยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมด้วยโซลูชัน INECO ERP & Industry 4.0 เชื่อมโยงข้อมูลเรียลไทม์จากหน้างานผลิตและเครื่องจักร ปันส่วนต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปอัตโนมัติ และยื่นงบภาษีไทยได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ไร้รอยต่อ
เราเติบโตและสะสมองค์ความรู้คู่ระบบ ERP มายาวนานกว่า 16 ปีเต็ม
ก่อตั้งโดย คุณธิติทัพพ์ ศรีสุขโข เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญและฝึกอบรมการใช้งานระบบ OpenERP เวอร์ชั่น 5.0
เติบโต เคียงข้าง และพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) อย่างต่อเนื่อง จนถึงเวอร์ชั่นปัจจุบันอย่าง Odoo 19
ยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์และส่งมอบ Standard Module สำหรับ INECO ERP ออกแบบเพื่อรองรับโครงสร้างธุรกิจ ประมวลรัษฎากร และระบบการผลิตอุตสาหกรรมในประเทศไทยโดยเฉพาะ
มุ่งมั่นขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย ด้วยโซลูชัน INECO ERP และนวัตกรรม IoT ที่ทรงประสิทธิภาพ เข้าถึงได้จริง และตอบโจทย์มาตรฐานสากล
Managing Director
ERP Specialist
ERP Specialist
ERP Specialist
ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานและองค์กรทุกระดับ
บริการฝึกอบรมการใช้งาน INECO ERP สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (General Users) เพื่อการทำงานที่ถูกต้องและเต็มประสิทธิภาพ
บริการฝึกอบรมเทคนิคการพัฒนา Module สำหรับ INECO ERP ออกแบบเฉพาะสำหรับกลุ่มซอฟต์แวร์เฮ้าส์ (Software House) และทีม IT ภายในองค์กรที่ต้องการพัฒนาต่อยอดเอง
บริการที่ปรึกษาการวางระบบและการใช้งาน INECO ERP ให้กับลูกค้าองค์กรธุรกิจ เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และเลือกสรรโซลูชันที่คุ้มค่าที่สุด
บริการรับพัฒนาและปรับแต่งโมดูล (Customize) สำหรับ INECO ERP ในเวอร์ชั่นต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับฟังก์ชันเฉพาะทางและกระบวนการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละธุรกิจ
ออกแบบเพื่อเชื่อมไลน์ผลิตและเครื่องจักร (IoT) เข้ากับงบการเงินบัญชีไทยโดยตรง จบกระบวนการได้ในระบบเดียว
รองรับข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรในหมวดนิติบุคคล และระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของประเทศไทยเกือบ 100% พร้อมจัดทำเอกสารทางบัญชีและรายงานส่งกรมสรรพากรได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
บันทึกสมุดรายวันทั่วไป ซื้อ-ขาย และจัดทำงบทดลอง งบดุล งบกำไรขาดทุนสมบูรณ์
ออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงิน พร้อมใบลดหนี้/เพิ่มหนี้
บันทึกใบรับสินค้า ใบแจ้งหนี้ผู้จำหน่าย และออกใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher)
คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด. 3, 53 และจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขายตรงตามเกณฑ์สรรพากร
จับคู่ยอดเงินเข้า-ออกกับ Statement ธนาคารอัตโนมัติ และระบบทะเบียนเช็ครับ-เช็คจ่าย
บันทึกรหัสสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ และปันส่วนตามแผนกใช้งาน
1. ระบบบัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger) ต้องรับรู้รายได้เมื่อส่งมอบสินค้าหรือให้บริการเสร็จสิ้น โดยไม่คำนึงถึงงวดการรับชำระเงิน 2. ระบบต้องรับรู้รายจ่ายที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน แม้จะยังไม่ได้รับการวางบิลหรือยังไม่ได้จ่ายเงิน
1. ระบบต้องล็อกรอบระยะเวลาบัญชีมาตรฐานไว้ที่ 12 เดือน 2. ระบบต้องรองรับข้อยกเว้นสำหรับรอบบัญชีแรกที่น้อยกว่า 12 เดือน (กรณีก่อตั้งบริษัทใหม่) หรือรอบบัญชีสุดท้ายที่น้อยกว่า 12 เดือน (กรณีเลิกกิจการ/อนุมัติเปลี่ยนวันสิ้นงวดบัญชี)
ระบบต้องกระจายรายได้ค่าเช่ารับล่วงหน้า และค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า (Prepaid/Deferred) ออกเป็นรายงวดบัญชีตามส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการเช่าจริง (Straight-line method)
ระบบต้องบันทึกเงินจอง เงินประกัน หรือเงินมัดจำรับล่วงหน้าเป็นหนี้สิน (Deferred Revenue) และห้ามรับรู้เป็นรายได้ทางภาษี จนกว่าจะมีการโอนสิทธิ์หรือส่งมอบสินค้า/บริการสำเร็จ
1. ระบบต้องรองรับการบันทึกตัดจ่ายสินค้าเสื่อมสภาพ/หมดอายุออกจากบัญชีคลังสินค้า 2. การรับรู้มูลค่าตัดจ่ายเป็นรายจ่ายทางภาษี ต้องผูกกับระบบควบคุมเอกสารการตรวจสอบของบุคคลภายนอก (เช่น ผู้สอบบัญชี) และเอกสารหลักฐานภาพถ่ายการทำลายจริง
1. ระบบต้องรองรับการคำนวณค่าเสื่อมราคาเฉลี่ยตามวันจริงที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในรอบปีบัญชีแรก 2. ระบบต้องรองรับการหักค่าสึกหรอตามอัตราเพดานสูงสุดที่กฎหมายกำหนดของสินทรัพย์แต่ละประเภท (เช่น อาคารถาวร 5%, คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ 20% หรือรับสิทธิ์หักค่าเสื่อมราคาสูตรเร่งสำหรับ SMEs)
1. หากมีการตีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น (Revaluation Surplus) ระบบต้องไม่นำส่วนเกินทุนจากการตีราคามาคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี 2. มูลค่าที่คิดค่าเสื่อมราคาทางภาษีต้องล็อกไว้ที่ราคาทุนและอายุการใช้งานที่เหลืออยู่เดิมเท่านั้น (ห้ามใช้ฐานราคาที่ตีเพิ่ม)
1. ระบบคลังสินค้าต้องประเมินมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดเปรียบเทียบระหว่าง ราคาทุน (Cost) กับ ราคาตลาด (Market Price) 2. ระบบต้องเลือกใช้มูลค่าที่ต่ำกว่าในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี และยกยอดมูลค่าต่ำกว่านั้นไปเป็นสินค้าต้นงวดของรอบระยะเวลาบัญชีใหม่
1. ระบบต้องล็อกคุณสมบัติการตัดจำหน่ายลูกหนี้เป็นหนี้สูญทางภาษีให้เป็นไปตามเงื่อนไข (เช่น มีการทวงถามหนี้ตามสมควร, ดำเนินคดีฟ้องร้องแพ่ง/ล้มละลาย หรือมีมูลค่าหนี้ตามเกณฑ์วงเงิน) 2. หากระบบได้รับชำระหนี้สูญกลับคืนมาในภายหลัง ระบบต้องรับรู้ยอดนั้นเป็นรายได้ทางภาษีในรอบบัญชีที่ได้รับเงิน
ระบบบัญชีต้องไม่นำภาษีขายที่เรียกเก็บจากลูกค้า หรือยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนจากการยื่นแบบ ภ.พ.30 มารวมคำนวณเป็นรายได้ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล
1. ระบบต้องคำนวณเพดานค่ารับรองรับสูงสุดหักได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้รวมหรือทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า) และจำกัดยอดสูงสุดไว้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีบัญชี 2. ระบบต้องจำกัดการหักค่าของขวัญรับรองต่อคนต่อครั้งไว้ไม่เกิน 2,000 บาท
ระบบจัดซื้อและบัญชีแยกประเภททั่วไปต้องควบคุมไม่ให้ลงบันทึกค่าใช้จ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายในงวดทันที (ยกเว้นงานซ่อมแซมคงสภาพเดิม) โดยระบบต้องบังคับปรับประเภทรายการเป็นสินทรัพย์ (Capitalization) เพื่อคิดค่าเสื่อมราคา
ระบบต้องทำการบวกกลับภาษีเงินได้นิติบุคคล, เบี้ยปรับ, เงินเพิ่มภาษีอากร, ค่าปรับทางอาญา รวมถึงภาษีซื้อต้องห้าม (เช่น ภาษีซื้อค่ารับรอง, ภาษีซื้อรถยนต์นั่ง) กลับเข้าเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีโดยอัตโนมัติในการคำนวณ ภ.ง.ด.50
ระบบจ่ายเงินและการทำจ่าย ต้องบล็อกการลงบันทึกเป็นรายจ่ายทางภาษีสำหรับรายการจ่ายใดๆ ที่ไม่มีเอกสารแสดงตัวตนผู้รับเงิน หรือไม่สามารถยืนยันระบุตัวผู้รับเงินได้จริง
สำหรับบริษัทนิติบุคคลทั่วไป: 1. ระบบต้องคำนวณภาษีครึ่งปีจากกึ่งหนึ่ง (50%) ของประมาณการกำไรสุทธิทางภาษีที่จัดทำขึ้นสำหรับทั้งรอบระยะเวลาบัญชี 12 เดือน 2. ยอดภาษีที่ประมวลผลผ่านแบบ ภ.ง.ด.51 ต้องถูกส่งผ่านไปบันทึกเป็นเครดิตภาษีจ่ายล่วงหน้าเพื่อใช้หักยอดชำระจริงสิ้นปีบัญชี (ภ.ง.ด.50)
1. ระบบต้องเปรียบเทียบประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี (ม.67 ทวิ (1)) กับผลกำไรสุทธิตอนสิ้นปีบัญชีจริง (ม.68) 2. หากกำไรสิ้นปีจริงสูงกว่าประมาณการเกินร้อยละ 25.0 ระบบต้องคำนวณเงินเพิ่มอัตรากรณีชำระขาดร้อยละ 20 ของจำนวนภาษีชำระล่วงหน้าครึ่งปีที่ชำระขาดไป (เว้นแต่จะผ่านเงื่อนไขข้อยกเว้น "เหตุอันสมควร")
สำหรับบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป: ระบบต้องมีกระบวนการประมวลผลข้อมูลและจัดทำงบการเงินภาคบังคับ 3 รายการ ได้แก่: 1. บัญชีงบดุล (Balance Sheet / Statement of Financial Position) 2. บัญชีทำการ (Manufacturing/Trading Account) 3. บัญชีกำไรขาดทุน (Profit and Loss Account) เพื่อให้สอดคล้องกับ ม.65
ในการจัดทำแบบแสดงรายการภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.50 หรือแบบอื่นๆ) ยื่นต่อสรรพากร: ระบบต้องรวบรวมตัวเลขรายรับ รายจ่าย กำไรสุทธิ พร้อมแปลงชุดรายงานทางการเงินต่อไปนี้มาเป็นเอกสารแนบใน Package ยื่นภาษีโดยอัตโนมัติ: 1. บัญชีงบดุล (Balance Sheet) 2. บัญชีทำการ (Manufacturing/Trading Account) 3. บัญชีกำไรขาดทุน (Profit and Loss Account) 4. บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่าย (ตามแต่วัตถุประสงค์แต่ละประเภทนิติบุคคล)
1. ในกรณีที่คู่ค้าผู้จ่ายเงินเป็นหน่วยงานรัฐบาล, องค์การรัฐบาล, เทศบาล, สุขาภิบาล หรือ อปท.: ระบบของหน่วยงานผู้จ่ายภาษีต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายใน **อัตราร้อยละ 1.0** ของยอดจ่ายเงินได้ตาม ม.40 2. ยอดจ่ายเงินได้ที่ต้องคำนวณหักภาษีนี้ ต้องมียอดชำระต่อครั้งตั้งแต่ **500 บาทขึ้นไป** (ตามเงื่อนไข ป.ร. ฉบับ 16) 3. ระบบต้องยกเว้นการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในกรณีที่ผู้รับเงินเป็นบริษัทที่ได้สิทธิ์ยกเว้นภาษีตามกฎหมายเฉพาะ เช่น BOI (หากมี Flag)
สำหรับนิติบุคคลผู้รับเงินที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 1%: ระบบบัญชีภาษีต้องบันทึกยอดเงินภาษีที่ถูกหักไว้นั้นเป็นสินทรัพย์ประเภท "ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายรอเรียกคืน" และตั้งค่าให้ดึงไปเป็นเครดิตภาษี (Tax Credit) ในการหักยอดชำระภาษีปลายปี (ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด.51) ของรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกัน
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทำการขายอสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง): 1. ระบบต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายใน **อัตราร้อยละ 1.0** ของราคาขายหรือราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 2. ระบบต้องลงบันทึกเป็นยอดนำส่งให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมที่ดิน ผู้รับจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมในขณะทำธุรกรรมโอน
ยอดภาษีที่ถูกหัก 1% และนำส่งในคราวขายนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์: ระบบต้องส่งยอดเข้าบัญชี "ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายรอเรียกคืน - อสังหาริมทรัพย์" เพื่อจัดสรรเป็นเครดิตภาษี (Tax Credit) ในการคำนวณชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำงวดปีปฏิทินที่ทำนิติกรรมส่งมอบจริง
สำหรับรายการรับหรือจ่ายที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศสกุลอื่นๆ ระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ระบบต้องคำนวณแปลงค่าเข้าสู่สกุลเงินดำเนินงานโดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนตามราคาตลาดในวันที่เกิดรายการจริง (Spot Rate on Transaction Date)
1. ผลต่างกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Gain or Loss) ที่เกิดจากการคำนวณแปลงมูลค่าเพื่อเปลี่ยนสกุลเงินดำเนินงาน หรือการแปลงค่าเงินเพื่อชำระภาษีเป็นเงินบาทตาม ม.76 ฉ: ระบบต้องบล็อกห้ามนำมาคำนวณเป็นรายได้ประเมินภาษี หรือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี (บวกกลับ/หักออกทางภาษีโดยอัตโนมัติ) 2. ระบบต้องแยกบัญชีสำหรับบันทึกรายการผลต่างแลกเปลี่ยนชนิดนี้ต่างหากจากรายการอัตราแลกเปลี่ยนปกติ
ระบบประมวลผลภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องระบุและจำแนกประเภทภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น "ภาษีอากรประเมิน" (Assessment Tax) ซึ่งต้องยื่นตามงวดและได้รับการประเมินความสอดคล้องทางกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่เมื่อมีการตรวจสอบ
1. ระบบต้องรองรับการกำหนดสถานะ "ผู้ประกอบการ" และ "ผู้ประกอบการจดทะเบียน" (VAT Registered Status) ให้แก่บุคคล นิติบุคคล คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือกองมรดก 2. ระบบต้องใช้เงื่อนไข Flag นี้เพื่อคุมสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีเต็มรูป และสิทธิ์การหักภาษีซื้อ-ภาษีขาย
ระบบคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องพิจารณารายการธุรกรรมต่อไปนี้เป็น "การขาย" และต้องประมวลภาษีขายเสมอ: 1. สัญญาเช่าซื้อ/ขายผ่อนชำระที่ส่งมอบแล้ว (แม้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน) 2. การส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนจำหน่าย (Consignment Delivery) 3. การส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักร 4. การนำสินค้าไปใช้ส่วนตัวหรือใช้นอกเหนือระบบงานพาณิชย์ของตนเอง 5. สินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ (ม.87 (3)) 6. สินค้าและทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการ (ยกเว้นการควบรวม/โอนกิจการทั้งหมด ม.82/3)
ระบบต้องกำหนดให้ "เดือนภาษี" (Tax Month) ตรงตามเดือนปฏิทิน ยกเว้นเดือนแรกของการจดทะเบียน VAT (นับตั้งแต่วันเริ่มจดจริงถึงสิ้นเดือน) หรือเดือนสุดท้ายหลังเลิกกิจการ (สิ้นสุด ณ วันจดเลิก/ขีดชื่อ)
ระบบต้องวิเคราะห์และแยกประเภทธุรกรรมที่เข้าข่ายต้องคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้แก่: 1. การขายสินค้าในประเทศโดยผู้ประกอบการ 2. การให้บริการในประเทศโดยผู้ประกอบการ 3. การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า
สำหรับธุรกรรมการขายสินค้าปกติทั่วไป: ระบบต้องคำนวณและตั้งจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Tax Point) เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นเป็นลำดับแรก (First-in-Time Principle): 1. ส่งมอบสินค้า (Delivery Date) 2. โอนกรรมสิทธิ์สินค้า (Title Transfer) 3. ได้รับชำระราคาสินค้า (Payment Received) 4. ได้ออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice Issued)
สำหรับธุรกรรมการให้บริการปกติทั่วไป: ระบบต้องคำนวณและตั้งจุดความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Tax Point) เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นเป็นลำดับแรก (First-in-Time Principle): 1. ได้รับชำระค่าบริการ (Payment Received) 2. ได้ออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice Issued) 3. ได้มีการใช้บริการจริงไม่ว่าโดยตนเองหรือผู้อื่น (Service Utilized)
สำหรับสัญญาบริการที่ระบุแบ่งการส่งมอบงานและเงินค่าจ้างตามสัดส่วนความสำเร็จ (Milestone-based Services): ระบบต้องตั้งจุดความรับผิดในเสี้ยวส่วนบริการที่เสร็จสิ้นลงเมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้างงวดงาน หรือเมื่อมีการใช้บริการ/ออกใบกำกับภาษีเฉพาะงวดนั้นๆ
สำหรับกิจการบริการแบบมีเงินประกัน/เงินมัดจำล่วงหน้า (เช่น สมาชิกสนามกอล์ฟ): 1. ระบบต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีที่ได้รับเงินประกัน/เงินมัดจำ (ไม่สามารถมองเป็นเงินมัดจำนอกระบบภาษีได้) 2. เมื่อครบสัญญาและมีการคืนเงินประกัน ระบบต้องอนุญาตให้ออกใบลดหนี้ (Credit Note) เพื่อหักลดหย่อนภาษีขายคืน
1. ระบบต้องคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Base) จากมูลค่าทั้งหมดที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการจริง (ได้แก่ เงิน ทรัพย์สิน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใดๆ ที่คิดคำนวณมูลค่าเป็นเงินได้) 2. ระบบต้องนำ **ภาษีสรรพสามิต** (Excise Tax) มารวมคำนวณเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย (หากสินค้านั้นมีภาษีสรรพสามิต)
ระบบคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มต้องหักรายการต่อไปนี้ออกจากฐานภาษี (ห้ามนำมาคิด VAT): 1. ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ให้ในขณะขาย/บริการ โดยต้องแสดงรายการหักไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษีเต็มรูป (สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่จำเป็นต้องแสดงแยกชัดเจนก็ได้) 2. ภาษีขาย (ห้ามนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาคิดซ้อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) 3. ค่าตอบแทนอื่นๆ ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด (เช่น ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุน)
ระบบคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มต้องใช้ **ราคาตลาด ณ วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น** (Market Price on Tax Point Date) เป็นฐานคำนวณภาษีแทนราคาขายจริง เมื่อพบเหตุการณ์ดังต่อไปนี้: 1. การขาย/บริการที่ไม่มีค่าตอบแทน หรือได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร 2. การนำสินค้าหรือบริการไปใช้ส่วนตัว/นอกเหนือธุรกิจ (ม.77/1 (8)(ง) หรือ (10)) 3. รายการสินค้าขาดจากรายงานสต็อกสินค้าและวัตถุดิบ (ม.87 (3)) 4. การโอนสิทธิ์สินค้าอัตรา 0% ให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิ์ลดหย่อน 5. สินค้าและทรัพย์สินคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการ
ระบบต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกำหนดให้อัตรามาตรฐานตามประมวลรัษฎากรคือ **ร้อยละ 10.0** (สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทั่วไป)
1. ระบบต้องรองรับการกำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับการลดหย่อนตามพระราชกฤษฎีกา (ซึ่งในปัจจุบันคืออัตรา **ร้อยละ 7.0** โดยแบ่งเป็นเนื้อหาภาษีมูลค่าเพิ่มจริง 6.3% และภาษีท้องถิ่น 0.7%) 2. ระบบต้องบังคับใช้อัตราภาษีนี้เป็นอัตราเดียวกัน (Single Unified Rate) สำหรับทุกประเภทธุรกรรม (ขาย, บริการ, นำเข้า)
ระบบต้องควบคุมอัตราภาษีในการทำรายการขายและจัดจำหน่าย โดยยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (กำหนดค่า VAT = Exclude/Exempt 0%) ให้แก่กลุ่มธุรกรรมต่อไปนี้: 1. การขายผลผลิตเกษตรกรรม สัตว์สด/สัตว์แห้ง ปุ๋ย อาหารสัตว์ ปลาป่น ยาปราบศัตรูพืช/สัตว์ (ที่ไม่แปรรูปบรรจุกระป๋องอุตสาหกรรม) 2. หนังสือ นิตยสาร ตำราเรียน 3. บริการการศึกษาของรัฐ/เอกชนตามกฎหมาย 4. บริการวิชาชีพอิสระที่มีกฎหมายควบคุม (ประกอบโรคศิลปะ/รักษาพยาบาล, สอบบัญชี, ว่าความ) 5. การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ 6. บริการขนส่งในราชอาณาจักร (ทางบก, รถไฟ, ทางน้ำ) 7. สัญญาจ้างแรงงาน (Payroll/HR)
ระบบต้องนับระยะเวลารอบปีสะสมรายรับแยกประเภทบุคคลตามกฎหมาย: 1. **บุคคลธรรมดา/คณะบุคคล**: สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม (ปีปฏิทิน) หรือเริ่มตั้งแต่วันเริ่มทำธุรกรรมวันแรกถึงสิ้นปีปฏิทิน 2. **นิติบุคคล**: สะสมตามรอบระยะเวลาบัญชีที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ระบบต้องจัดหมวดหมู่สถานะผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทคู่ค้าและตัวตนองค์กรออกเป็น: 1. **ผู้ประกอบการ** (Registered Seller/Service Provider) 2. **ผู้นำเข้า** (Registered/Non-registered Importer) เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการเลือกวิธีการคำนวณภาษีและแบบยื่น
1. ในกรณีมีการลดราคาเนื่องจากชำรุดเสียหาย บกพร่อง ส่งของไม่ครบ ยกเลิกสัญญาบริการ หรือเหตุคืนมัดจำ/เงินประกัน: ระบบต้องรองรับการจัดทำ **ใบลดหนี้ (Credit Note)** 2. ระบบต้องนำมูลค่าภาษีส่วนต่างจากใบลดหนี้มาหักลด (Offset) ยอดภาษีขายรวมของเดือนภาษีที่ได้ออกใบลดหนี้นั้นจริง 3. ฝั่งผู้ซื้อที่ได้รับใบลดหนี้ ระบบต้องนำมูลค่าภาษีดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อในเดือนภาษีที่รับเอกสาร
เมื่อมีการบันทึกตัดจำหน่ายหนี้สูญ (Bad Debt Write-off) ของลูกหนี้ที่เกิดจากบิลขายส่งมอบสินค้า/บริการซึ่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปไว้และได้นำส่งภาษีขายไปแล้ว: ระบบต้องคำนวณส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากหนี้สูญนั้น และนำมาหักลดออกจากภาษีขายรวมของเดือนภาษีที่มีการทำธุรกรรมตัดจำหน่ายหนี้สูญสำเร็จ
ในกรณีที่ลูกหนี้ที่เคยถูกตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญไปแล้วนำเงินมาชำระหนี้คืนในภายหลัง (Bad Debt Recovery): ระบบรับเงินต้องสืบค้นหาใบกำกับเดิม และนำภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะสัดส่วนที่ได้รับชำระคืนจริงกลับมาลงบันทึกบวกเพิ่มในสมุดภาษีขาย (Output VAT) ในเดือนภาษีที่มีการรับชำระเงินนั้น
สำหรับธุรกรรมการซื้อบริการจากผู้ประกอบการต่างประเทศและนำมาใช้ในราชอาณาจักร (เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์, ค่าเช่าซอฟต์แวร์, บริการจ้างออกแบบจากนอกประเทศ): 1. ระบบต้องไม่คำนวณภาษีซื้อในบิลจ่ายปกติ (AP Invoice) 2. ระบบต้องสั่งเปิดฟังก์ชันสร้าง **แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.36** เพื่อคำนวณและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่ชำระเงิน 3. เมื่อยื่นและจ่ายเงินค่าภาษี ภ.พ.36 สำเร็จ ระบบต้องให้สิทธิ์นำใบเสร็จรับเงินกรมสรรพากรมาบันทึกเคลมเป็นสิทธิ์ภาษีซื้อในเดือนถัดไป
1. ทุกสิ้นงวดเดือนภาษี ระบบต้องประมวลผลรวมยอดตามสูตร: `Net VAT = ภาษีขาย (Output VAT) - ภาษีซื้อ (Input VAT)` 2. หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ: ระบบต้องบันทึกตั้งหนี้เป็น "ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย (VAT Payable Account)" 3. หากภาษีซื้อ > ภาษีขาย: ระบบต้องตั้งหนี้สินทรัพย์เป็น "เครดิตภาษีซื้อยกยอดไป (VAT Credit Carryforward)" หรือส่งยอดเพื่อขอคืนภาษี
1. ระบบต้องรองรับคุณสมบัติการใช้สิทธิ์ชะลอเครดิตภาษีซื้อ (Deferred Input Tax Claim) 2. ระบบต้องคัดกรองวันที่ของใบกำกับภาษีฝั่งซื้อที่ถูกนำมาบันทึก หากพบว่าวันที่พิมพ์ต้นฉบับมีอายุไม่เกิน **3 ปี (36 เดือนปฏิทิน)** นับจากเดือนภาษีปัจจุบัน ให้ระบบยอมรับในการนำมาหักลดภาษีขายในงวดปัจจุบันได้
1. ระบบต้องล็อกฟังก์ชันการคำนวณและชาร์จภาษีขาย (VAT Output Charge) จากยอดขายสินค้าหรือบริการให้ทำงานเฉพาะองค์กรที่ลงทะเบียนสถานะ "ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Registered Entity)" 2. ระบบต้องคำนวณภาษีขายทันที ณ จุดความรับผิด (Tax Point) เกิดขึ้นโดยอิงยอดตามฐานภาษีและอัตราภาษีที่ถูกต้อง
1. ระบบต้องรองรับการบันทึกราคาสินค้าหรือบริการในฐานราคา "ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว (VAT Inclusive Price)" โดยเฉพาะกลุ่มกิจการร้านอาหาร/ภัตตาคาร 2. ระบบต้องใช้ตรรกะถอดสูตรคำนวณหาภาษีแฝงภายในอัตราปกติ เช่น `ภาษี = ราคาสุทธิ * 7 / 107` เพื่อแยกเป็นค่าฐานภาษี (Base Value) และค่าภาษีขายส่งเข้าในสมุดรายงานภาษี
ระบบต้องวิเคราะห์และระบุประเภทภาษีซื้อที่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม (Prohibited Input Tax) เพื่อห้ามหักออกจากภาษีขายรายเดือนดังนี้: 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงหลักฐานต้นฉบับการชำระได้ (ยกเว้นสูญหายด้วยเหตุสุดวิสัยและมีเอกสารราชการรองรับ) 2. ใบกำกับภาษีที่มีรายการสาระสำคัญชำรุด บกพร่อง หรือไม่ถูกต้องตามมาตรา 86/4 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ (ไม่ใช่รายจ่ายเพื่อหากำไร) 4. ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรอง แขก/บุคคลภายนอก (เช่น อาหาร เครื่องดื่ม กีฬา ท่องเที่ยว) 5. ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ออก (เช่น นิติบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT)
ในการกรอกใบกำกับภาษีซื้อ: ระบบต้องบังคับให้ผู้ใช้กรอกฟิลด์สำคัญให้ครบถ้วนเพื่อป้องกันประเด็นภาษีซื้อบกพร่อง: 1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อและผู้ขาย (13 หลัก) 2. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายและผู้ซื้อ 3. คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในจุดเด่นชัด 4. หมายเลขลำดับใบกำกับภาษี/เล่ม 5. ยอดฐานภาษีและมูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่มแยกส่วนชัดเจน
1. ในกรณีมีการเพิ่มราคาสินค้าหรือบริการเนื่องจากเหตุสินค้าเกิน คำนวณราคาต่ำเกินไป หรือเหตุอื่น: ระบบต้องคำนวณยอดต่างของภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้น และออกเอกสาร **ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note)** 2. ระบบต้องลงบันทึกรับรู้ภาษีขายเพิ่มเติมลงในงวดเดือนภาษีที่มีการจัดทำเอกสารใบเพิ่มหนี้นั้นจริง 3. ฝั่งผู้ซื้อที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ ระบบต้องนำเข้าเป็นภาษีซื้อในงวดเดือนภาษีที่ได้รับ
1. ระบบต้องรองรับการรวบรวมยอดภาษีขายและภาษีซื้อประจำงวดเดือนเพื่อออกรายงานแบบ **ภ.พ.30** 2. ระบบต้องบังคับสร้างแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 ทุกเดือนภาษี แม้ว่าในเดือนนั้นจะไม่มีรายการค้าหรือยอดขายเป็นศูนย์ (Zero Filing) 3. ระบบต้องแจ้งเตือนการยื่นแบบและชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือขยายเวลาเป็นวันที่ 23 สำหรับยื่นผ่านอินเทอร์เน็ต)
1. ระบบต้องรองรับสถาปัตยกรรมข้อมูลโครงสร้างสาขา (Multi-Branch Structure) 2. ระบบต้องสามารถคัดแยกสมุดรายงานภาษีซื้อ/ขาย และยื่นแบบแยกสาขาได้ตามพิกัดรหัสสาขา (00000 สำหรับสำนักงานใหญ่, 00001 เป็นต้นไปสำหรับสาขา) 3. หากได้รับอนุมัติให้ยื่นรวม (Consolidated VAT Filing Option): ระบบต้องสามารถประมวลผลรวบยอดขายและภาษีจากทุกสาขามาแสดงผลและยื่นรวมในนามสำนักงานใหญ่ได้
ในกรณีตรวจพบใบกำกับภาษีตกหล่น หรือคลาดเคลื่อนหลังจากรอบการยื่นปกติผ่านไปแล้ว: 1. ระบบต้องรองรับการจัดทำ **แบบยื่นเพิ่มเติม (Supplementary Filing Form)** เพื่อปรับปรุงข้อมูลภาษีขายและภาษีซื้อในงวดเดือนภาษีนั้นๆ 2. ระบบต้องคำนวณและแยกส่วนต่างของภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม หรือภาษีที่เพิ่มสิทธิ์ขอคืน
1. ในกรณีสิ้นเดือนมีเครดิตภาษีคงเหลือ (ภาษีซื้อ > ภาษีขาย): ระบบต้องให้ผู้ใช้เลือกการจัดการเครดิตนั้นออกเป็น 2 วิธีหลัก: ก) **นำไปชำระในเดือนถัดไป** (Carryforward): ระบบจะปัดยอดไปเป็นภาษีซื้อต้นงวดของเดือนภาษีถัดไป ข) **ยื่นขอคืนเงินภาษี** (Request Refund): ระบบจะออกเอกสารคำร้องขอคืนภาษีพร้อมแบบ ภ.พ.30 ของเดือนนั้น
1. เมื่อระบบตรวจพบจุดความรับผิดภาษี (Tax Point Trigger): ระบบต้องจัดพิมพ์ **ใบกำกับภาษี (Tax Invoice)** และส่งมอบตัวจริงให้ลูกค้า พร้อมทั้งบังคับเก็บรักษาสำเนาดิจิทัล (Copy Stamp) ไว้สอบทานโดยอัตโนมัติ 2. ระบบต้องสั่งคัดแยกแบบพิมพ์ออกตามพิกัดรหัสสาขาของผู้ทำรายการโดยตรง (ม.86 วรรคสาม)
สำหรับธุรกรรมรับชำระค่าสินค้า/บริการด้วยเช็ค: 1. ระบบต้องรองรับการกำหนดวันที่เอกสารใบกำกับภาษี (Invoice Date) **ให้ตรงกับวันที่ระบุบนหน้าเช็ค** (Cheque Date) เป็นหลักสำคัญ 2. ยกเว้นกรณีได้รับเช็คหน่วยงานรัฐบาล หรือบุคคลทั่วไปที่มีเอกสารรับรองการส่งมอบเช็ค: ให้ระบบระบุวันที่ใบกำกับภาษีเป็นวันที่ได้รับเช็คนั้น
ระบบจัดพิมพ์ใบลดหนี้ (Credit Note) ต้องแสดงรายการและผังข้อมูลดังนี้: 1. คำว่า **"ใบลดหนี้"** เด่นชัด 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขาย 3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ซื้อ 4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบลดหนี้ 5. **เลขอ้างอิงสำคัญ**: เลขที่/เล่มใบกำกับเดิม, ยอดมูลค่าเดิม, ยอดที่ถูกต้อง, ผลต่างส่วนลด และยอดภาษีที่คืนของส่วนต่างนั้น 6. คำอธิบายสั้นระบุสาเหตุ (เช่น คืนมัดจำค่าสมาชิกกอล์ฟ, คืนสินค้าชำรุด)
ในกรณีได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อเนื่องจากใบกำกับภาษีเดิมสูญหาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ: 1. ระบบต้องรองรับกระบวนการพิมพ์สำเนาจัดสร้าง **"ใบแทน (Replacement Document)"** 2. ตัวเอกสารต้องดึงข้อมูลเดิมทั้งหมด และระบุคำว่า **"ใบแทน"** ในที่ที่เห็นเด่นชัด 3. ต้องระบุหมายเหตุอ้างอิงเลขที่/วันที่และเล่มของเอกสารใบกำกับภาษีฉบับเดิมประกอบบนหน้ากระดาษอย่างครบถ้วน
ระบบต้องควบคุมสิทธิ์องค์กรผู้ใช้งาน (Organization Profile Access Rule): หากการตั้งค่าระบบองค์กรไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Registration Status = False) ระบบต้องปิดและล็อกการทำงานของปุ่มเลือกรูปแบบภาษี และล็อกไม่ให้ผู้ใช้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยเด็ดขาด
ระบบประมวลภาษีซื้อต้องยอมรับสิทธิ์ในการบันทึกมูลค่าเครดิตภาษีซื้อ (Input VAT Claim) จากเอกสารประเภท: 1. ใบเสร็จนำส่งภาษีของกรมสรรพากร (แบบ ภ.พ.36) 2. ใบเสร็จรับเงินกรมศุลกากร (สำหรับการชำระ VAT นำเข้า) 3. ใบเสร็จรับเงินกรมสรรพสามิต (สำหรับการเรียกเก็บเพื่อสรรพากร) โดยให้ระบบถือเป็นเอกสารเทียบเท่าใบกำกับภาษีเต็มรูปโดยสมบูรณ์
ระบบจัดพิมพ์ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องบังคับแสดงรายการและผังข้อมูลดังนี้: 1. คำว่า **"ใบกำกับภาษี"** เด่นชัด 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขาย 3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ซื้อ (รวมระบุรหัสสาขา 5 หลักผู้ซื้อ) 4. หมายเลขเล่ม/ลำดับของเอกสาร (Running Number) 5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และราคาของสินค้า/บริการ 6. ยอดรวมฐานภาษี (Base Value) และมูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แยกเด่นชัด 7. วัน เดือน ปี ที่ออกเอกสาร 8. ข้อความระบุสาขาผู้ขาย เช่น "สำนักงานใหญ่" หรือ "สาขาที่..."
1. โดยค่าเริ่มต้นระบบต้องออกเอกสารเป็นภาษาไทยและสกุลเงินบาท (THB) 2. ระบบต้องเปิดให้มีการกำหนดตั้งค่าใช้งานภาษาต่างประเทศ (เช่น ภาษาอังกฤษ) หรือพิมพ์สกุลเงินต่างประเทศ (เช่น USD, EUR) สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีตามเกณฑ์
1. ระบบต้องรองรับการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบไฟล์ PDF ที่ลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ด้วยใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ 2. ระบบต้องสามารถส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ XML ตามโครงสร้างมาตรฐานนำส่งกรมสรรพากร
ระบบจัดพิมพ์ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) ต้องแสดงรายการและผังข้อมูลดังนี้: 1. คำว่า **"ใบเพิ่มหนี้"** เด่นชัด 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขาย 3. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ซื้อ 4. วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้ 5. **เลขอ้างอิงสำคัญ**: เลขที่/เล่มใบกำกับเดิม, ยอดมูลค่าเดิม, ยอดที่ถูกต้อง, ผลต่างส่วนเพิ่ม และยอด VAT 7% ของส่วนต่าง 6. ข้อความสั้นระบุเหตุผล เช่น "คำนวณราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง"
ระบบต้องสามารถประมวลผลข้อมูลแยกคัดส่งออกรายงาน (Export Report Formats) ได้อย่างน้อย 3 แบบเป็นรายแต่ละสถานประกอบการ (สาขา): 1. **รายงานภาษีขาย** (Sales Tax Report) 2. **รายงานภาษีซื้อ** (Input Tax Report) 3. **รายงานสินค้าและวัตถุดิบ** (Inventory & Raw Material Stock Card Report) เฉพาะฝั่งขายสินค้า
ระบบเก็บบันทึกประวัติเอกสาร (Document Archive System) ต้องคุมการคำนวณอายุเก็บรักษาตามเกณฑ์ดังนี้: 1. **เกณฑ์ทั่วไป**: เก็บรักษาเอกสารไม่น้อยกว่า **5 ปี** นับแต่วันยื่นแบบหรือวันทำรายงาน 2. **กรณีเลิกกิจการ**: บังคับเก็บต่อเนื่องต่อไปอีกอย่างน้อย **2 ปี** นับแต่วันเลิกกิจการ 3. **กรณีสั่งการพิเศษ**: ระบบต้องสามารถขยายระยะเวลาเก็บได้สูงสุด **7 ปี** ตามคำสั่งอธิบดี
ในสารบบการจัดเก็บเอกสารใบกำกับภาษีซื้อ: ระบบต้องบังคับรันลำดับรหัสอ้างอิงภายใน (Internal Running Index) จัดเรียงลำดับเวลา (Chronological Order) และจัดเรียงตรงตามลำดับพิกัดบรรทัดรายการที่ปรากฏในรายงานภาษีซื้ออย่างแม่นยำ
ระบบจัดเก็บเอกสารและฐานข้อมูลบัญชีภาษี ต้องรองรับฟังก์ชันจัดเตรียมและสกัดไฟล์ข้อมูลธุรกรรมทั้งหมด (Transaction Audit Export Format) เช่น บิลซื้อ บิลขาย รายงานสต๊อกการเข้าออกสินค้า เพื่อแสดงและส่งมอบให้เจ้าพนักงานตรวจสอบหรือยึดไปไต่สวนวิเคราะห์ตามข้อกำหนดกฎหมาย
ยกระดับโรงงานดั้งเดิมสู่ Smart Factory ด้วยการเชื่อมต่อเครื่องจักรเข้ากับซอฟต์แวร์ INECO ERP โดยตรงแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต
วางแผนความต้องการวัสดุและกำลังการผลิตในแต่ละวัน สอดรับกับเป้าความต้องการขององค์กร
ควบคุมสูตรการผลิตแบบหลายชั้น (Multi-level BOM) กำหนดส่วนประกอบและของเสียอย่างละเอียด
กำหนดสายการผลิตและสถานีงาน (Work Centers) คำนวณขีดความสามารถและบันทึกเวลาทำงานจริง
เชื่อมโยงสัญญาณเซนเซอร์เครื่องจักรตรงเข้าฐานข้อมูล คำนวณค่าประสิทธิภาพ OEE เรียลไทม์
ประมวลผลคำนวณต้นทุนวัตถุดิบจริง ค่าแรง และค่าเสื่อมปันส่วนเข้าสู่สินค้าสำเร็จรูปเรียลไทม์
ตั้งด่านตรวจสอบคุณภาพชิ้นงานวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต เพื่อควบคุมมาตรฐานให้สม่ำเสมอ
ข้อมูลการทำงานจริงจากเครื่องจักรถูกแปลงเป็นมูลค่าและตัวเลขทางบัญชีโดยอัตโนมัติอย่างไร้รอยต่อ
เชื่อมโยงสัญญาณจากเครื่องจักรในไลน์ผลิตโดยตรงผ่านเซ็นเซอร์ IoT เพื่อตรวจวัดประสิทธิภาพ (OEE) เวลาที่สูญเสีย (Downtime) และจำนวนผลผลิตที่ผลิตได้จริงแบบเรียลไทม์
นำข้อมูลจำนวนการผลิตและเศษซากของเสียจริง (Scrap) มาคำนวณตัดสต็อกวัตถุดิบ ร่วมกับการนำค่าไฟฟ้าและค่าแรงพนักงานในกะเพื่อนำไปปันส่วนค่าใช้จ่ายเข้าต้นทุนผลิตภัณฑ์โดยอัตโนมัติ
ข้อมูลต้นทุนการผลิตจริงและสต็อกวัตถุดิบคงเหลือปลายงวด จะถูกส่งไปบันทึกเป็นสมุดรายวันแยกประเภท (GL) เพื่อออกงบทดลอง งบดุล งบกำไรขาดทุน และยื่นภาษีไทยสรรพากรได้โดยตรง
รวบรวมวิดีโอการใช้งานฟังก์ชันหลักของระบบบัญชีและภาษี INECO ERP ODOO เพื่อการเริ่มต้นใช้งานอย่างราบรื่น
ในฐานะที่ปรึกษาวางระบบและพันธมิตรผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อัพเกรดเวอร์ชั่น
วางระบบ INECO ERP จัดการกระบวนการผลิต (BOM) และควบคุมการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน
รองรับงานสั่งทำ วางระบบจัดเก็บข้อมูลการผลิตและเชื่อมโยงข้อมูลสู่ฝ่ายบัญชีไทย
วางแผนคลังสินค้า ควบคุมอุณหภูมิ และการหมุนเวียนสินค้าคงคลังอย่างแม่นยำ
ผู้นำเข้าสารเคมีสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร วางระบบจัดการการขาย บัญชี และการขนส่ง
วางระบบคำนวณและประเมินราคาขายเชื่อมโยงระบบสั่งประกอบสินค้าตามสเปก
พันธมิตรกับบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ร่วมขยายขีดความสามารถการพัฒนา INECO ERP Module
วางระบบรวดเร็ว ปลอดภัย และมีการการันตีคุณภาพหลังส่งมอบระบบจริง
เจาะลึกความต้องการทางธุรกิจของท่าน ตรวจสอบโครงสร้างระบบเดิมและเครื่องจักร เพื่อวางแผนโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด
ปรับตั้งค่าโปรแกรมและติดตั้งโมดูลบัญชีไทย รวมถึงเชื่อมต่อสัญญาณบอร์ดทดสอบ IoT ในสภาวะจำลองก่อนรันจริง
ถ่ายโอนฐานข้อมูลเดิมเข้าสู่ระบบใหม่อย่างราบรื่น พร้อมจัดอบรมคอร์สพัฒนาโมดูลและคอร์สใช้งานแบบกลุ่มพนักงาน
เปิดใช้งานระบบจริงร่วมสแตนด์บายแก้ไขปัญหาหน้างานด่วน พร้อมการันตีบริการดูแลหลังการขายอย่างสม่ำเสมอ
โมดูลบัญชีไทยได้รับการพัฒนาและทดสอบอย่างละเอียดรอบคอบ รองรับประมวลรัษฎากร ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มครบถ้วน
ออกแบบโครงสร้างข้อมูลแยกสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามหน้าที่ของพนักงาน (Permission System) และขจัดความเสี่ยงข้อมูลสูญหาย
มีทีมงานฝ่ายเทคนิคและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมสแตนด์บายประสานงานเคสระบบติดขัดและแก้ไขให้กลับมารันได้ปกติอย่างรวดเร็ว
รวบรวมคำถามทั่วไปเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจการประยุกต์ใช้งานและสถาปัตยกรรมระบบของเรา
หากคุณกำลังมองหาโซลูชัน ERP ที่ตอบโจทย์ หรือต้องการยกระดับโรงงานสู่อัจฉริยะ
56 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 69 แยก 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร 10150
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: 0113554001162
089-130-6226 (คุณธิติทัพพ์)